| “รักแท้” โดย...ธิดา เพชรฤทธิ์ |
(บทความ นสพ.สยามมีเดีย ฉบับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2010}
สวัสดีค่ะ พี่น้องที่รักทุกท่าน
นี่ก็ใกล้จะถึงเทศกาลเฉลิมฉลอง “วันแห่งความรัก“ กันแล้ว เรียกได้ว่าเป็นอีกเทศกาลหนึ่งที่ทุกคนรอคอยกันมากที่สุดในรอบปีก็ว่าได้ เราคงจะรู้สึกดีมากใช่มั๊ยค่ะ ถ้าทุกๆวันในชีวิตเราเป็น “วันวาเลนไทน์“ ดิฉันได้ชมเวบไซด์ของคริสตจักรไทยแห่งหนึ่ง ซึ่งปีนี้มีคำขวัญว่า“ปีแห่งความรัก“ (The Year of Love) ทั้งเวบเพจใช้โทนสีชมพู ประดับด้วยดอกไม้และหัวใจ ดูแล้วมันช่างสดชื่นจริง
ดิฉันรู้สึกขอบพระคุณพระเจ้าเหลือเกิน ที่ความฝันครั้งหนึ่งในวัยเด็กของดิฉันเป็นความจริง ดังเช่นคำถามที่เกริ่นไว้ข้างต้น สิบปีมาแล้วที่ชีวิตดิฉันได้รับการเปลี่ยนแปลง เมื่อได้มาสัมผัสกับความรักขององค์พระเยซูคริสต์ ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ฝันของดิฉันเป็นจริง เนื่องจากดิฉันเป็นผู้หนึ่งที่แสวงหาความรักมาตลอดชีวิต ดิฉันมีคุณพ่อคุณแม่ที่รักลูกมาก แต่ท่านทั้งสองกลับทะเลาะกันอยู่ตลอดเวลา นั่นอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ดิฉันต้องการจะรู้ว่าความรักที่แท้จริงคืออะไร
“แม้จะมีความเชื่อมากที่สุด พอจะยกภูเขาไปได้ แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย“
(พระธรรม 1โครินธ์ 13:2)
สมัยที่ดิฉันเป็นเด็กๆ เริ่มที่จะอ่านหนังสือได้แล้ว คุณแม่เคยรับหนังสือขวัญเรือน (นิตยสารรายเดือน) ซึ่งมีคอลัมน์ที่ดิฉันโปรดปรานมาก คือ การ์ตูนเรื่อง “ความรักคืออะไร“ จะเป็นภาพการ์ตูนผู้หญิง-ผู้ชาย แสดงความรักต่อกันแบบน่ารักๆ และมีคำอธิบายใต้ภาพว่า “ความรักคือ…..” ทุกฉบับก็จะมีคำนิยามของความรักต่างๆนาๆ ทุกครั้งที่ดิฉันได้รับหนังสือเล่มนี้ ดิฉันจะเปิดอ่านคอลัมน์นี้ก่อนทันที
มาถึงวันนี้ดิฉันสามารถพูดได้ว่า ดิฉันได้พบกับความรักที่แท้จริงที่ดิฉันแสวงหามาตลอด
ชีวิตแล้ว ในหัวใจของดิฉันในวันนี้ ทุกๆวันเป็น “วันวาเลนไทน์“ เมื่อดิฉันได้พบวามรักแบบไม่มีเงื่อนไขและไม่จำกัดขององค์พระเยซูคริสต์ (ความรักที่แท้จริง จะต้องไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น คือ “Unconditional Love” หรือ ที่เราเคยพูดกันว่า “ถึงอย่างไรก็รัก“)
พระเจ้าได้ตรัสไว้ดังนี้ “ความรักนั้นก็อดทนนานและกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ความรักไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่ทำสิ่งที่ไม่บังควร ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีในความชั่วช้า แต่ชื่นชมยินดีในความจริงไม่แคะไค้คุ้ยเขี่ยความผิดของเขา และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ และเพียรทนเอาทุกอย่าง ความรักไม่มีวันสูญสิ้น”
(พระธรรม 1โครินธ์ 13:4-8)
ดิฉันอยากจะเชื้อเชิญให้ทุกท่านได้สัมผัสกับความรักของ “องค์พระเยซูคริสต์“ องค์พระผู้เป็นเจ้าของดิฉัน พระองค์ทรงเป็น “พ่อ“ “พี่“ เป็น“เพื่อน“ และเป็นทุกๆอย่างที่ดิฉันอยากให้พระองค์เป็นในทุกสถานการณ์ต่างๆในชีวิต และเมื่อพระองค์ทรงเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของดิฉันได้ พระองค์ก็จะทรงเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของท่านได้ช่นเดียวกัน
“พระเจ้ารับสั่งกับข้าพเจ้าว่า ‘เจ้าเป็นบุตรของเรา’” (พระธรรม สดุดี 2:7)
“ด้วยว่าผู้ใดจะกระทำตามพระทัยพระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ ผู้นั้นแหละเป็นพี่น้องชายหญิงและมารดาของเรา" (พระธรรม มัทธิว 12:50)
“เราไม่เรียกท่านทั้งหลายว่าบ่าวอีกต่อไป... แต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย...” (พระธรรม ยอห์น 15:15)
“ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” (พระธรรม ยอห์น 15:13)
ขอบพระคุณองค์พระผู้เป็นเจ้าที่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก ผู้สร้างฟ้าสวรรค์และจักรวาล รวมถึงพวกเราทั้งหลายที่เป็นมนุษย์ และพระองค์ทรงให้เรามีสิทธิ์เรียกพระองค์ว่า
“พ่อ” “พี่” หรือแม้กระทั่งเราสามารถเป็น “เพื่อน”ของพระองค์ได้ เพียงเพื่อพระองค์ต้องการมีความสัมพันธ์กับเรา ไม่ว่าเราจะเป็นใคร ไม่ว่าดีหรือชั่ว มั่งมีหรือยากจนค่นแค้นก็ตาม พระองค์ทรงรักเราอย่างที่เราเป็น เพราะพระองค์ทรงรักเราอย่างไม่มีเงื่อนไขนั่นเอง!
“พระเจ้าทรงเป็นความรัก และผู้ใดที่อยู่ในความรักก็อยู่ในพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่ในผู้นั้น”
(พระธรรม 1 ยอห์น 4:16)
“ต่อสู้ความอธรรม”
โดย...อ.ประเสริฐ วงศ์เฉลิมทานต์ (บทความ นสพ.สยามมีเดีย ฉบับวันที่ 18 กรกฎาคม 2009}
เรื่องของความอธรรม และการคดโกงของผู้บริหารประเทศเป็นปัญหาของประเทศไทยเราเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน ทุกยุคทุกสมัย และเป็นทุกระดับในระบบราชการจนหลายครั้งเป็นเรื่องชินชาสำหรับเรา จนบางครั้งทำให้คนไทยยอมรับจนถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตของเรา ตัวอย่างเช่นเมื่อเราถูกตำรวจจราจรให้ตั๋วเรา เราก็ให้สินบนตำรวจทันทีเพื่อเพียงไม่ต้องการเสียเวลาที่โรงพัก หรือเราอยากจะให้งานที่เราติดต่อราชการไปเร็ว เราก็มักจะให้เงินใต้โต๊ะแก่เจ้าหน้าที่ จริงๆแล้วความเสื่อมทรามของระบบข้าราชการไทยทุกวันนี้ก็เป็นเพราะประชาชนอย่างพวกเราที่เป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุนตลอดมา จะไปโทษใครไม่ได้ ความจริงพระเจ้าได้สอนมนุษย์ให้เป็นคนชอบธรรม และบอกเราถึงบั้นปลายของคนชอบธรรมและคนอธรรมจะต่างกัน และพระเจ้าทรงสัญญาอย่างแน่นอนว่าคนอธรรมนั้นไม่มีวันยั่งยืนอยู่ได้ ดังที่เราก็ได้พบเห็นทันตาอยู่ทุกวันนี้แล้วว่าคนที่โกงชาติก็ไม่มีแผ่นดินอยู่ เราลองมาอ่านดูข้อพระธรรมของพระเจ้าในพระธรรม”สุภาษิต” ซึ่งมีอยู่หลายบทหลายข้อด้วยกันที่สอนเตือนใจเรา ต่อไปนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
สภษ 10:9 ผู้ใดที่ดำเนินในความเที่ยงธรรมก็ดำเนินอย่างมั่นคงดี แต่ผู้ที่ทำทางของตนให้ชั่วก็จะปรากฏแจ้งแก่คนอื่น
สภษ 10:29 มรรคาของพระเจ้าทรงเป็นกำลังแก่ผู้เที่ยงธรรม แต่ผู้กระทำความชั่วช้าจะถูกทำลาย
สภษ 11:6 ความชอบธรรมของคนเที่ยงธรรมย่อมช่วยเขาให้พ้น แต่คนละเมิดจะถูกราคะของเขาจับเป็นเชลย
สภษ 11:11 โดยพรของคนเที่ยงธรรม บ้านเมืองก็เป็นที่ยกย่อง แต่ว่ามันคว่ำลงโดยปากของคนชั่วร้าย
สภษ 12:6 ถ้อยคำของคนชั่วร้ายหมอบคอยเอาโลหิต แต่ปากของคนเที่ยงธรรมจะช่วยคนให้รอดพ้น
สภษ 14:11 เรือนของคนชั่วร้ายจะถูกคว่ำ แต่เต็นท์ของคนเที่ยงธรรมจะรุ่งเรือง
สภษ 15:8 เครื่องสักการบูชาของคนชั่วร้ายเป็นที่น่าสะอิดสะเอียนต่อพระเจ้า แต่คำอธิษฐานของคนเที่ยงธรรมเป็นความปีติยินดีของพระองค์
สภษ 28:6 คนยากจนที่ดำเนินในความเที่ยงธรรมของเขา ก็ดีกว่าคนมั่งคั่งที่คดโกงในทางของตน
สภษ 28:18 บุคคลที่ดำเนินในความเที่ยงธรรมจะได้รับการช่วยให้รอด แต่คนที่มีเล่ห์กะเท่ห์ในทางทั้งหลายของเขาเองจะตกทันที
ลองไตร่ตรองดูให้ดี ถ้าคนไทยเราดำเนินชีวิตที่เที่ยงธรรมตามแบบอย่างของพระเจ้า ประเทศไทยเราก็คงจะรุ่งเรืองไปนานแล้ว บางคนบอกว่ามันสายไปเสียแล้วที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนได้ แต่ในทางของพระเจ้านั้น ไม่มีอะไรที่สายเกินไปหรอก ขอให้เราเริ่มต้นชีวิตที่มีคุณธรรมในแบบอย่างของพระเจ้าอย่างเคร่งครัด และสอนบุตรหลานให้ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง อย่ามักง่าย แล้วชีวิตของพวกเขาจะรุ่งเรือง และประเทศชาติก็จะไม่เข้าสู่สภาพที่หายนะอย่างทุกวันนี้